24-July-24
  • Menu

ตะลอนเที่ยวเมืองปารีส (4): Walking Tours – ย่ำเท้า ชมเมือง (กันต่อ)

Home » ตะลอนเที่ยวเมืองปารีส (4): Walking Tours – ย่ำเท้า ชมเมือง (กันต่อ)

Loading

ตอนก่อนหน้านี้:

ตะลอนเที่ยวเมืองปารีส (1): Bienvenue à Paris – นั่งรถชมเมือง

ตะลอนเที่ยวเมืองปารีส (2): Saint River Sightseeing Cruise – ล่องเรือแม่น้ำแซน

ตะลอนเที่ยวเมืองปารีส (3): Walking Tours – ย่ำเท้า กินลม ชมเมือง

Paris
Photo Credit: www.france24.com
Eiffel Tower

Place du Trocadéro เป็นจัตุรัสในเขตที่ 16 ของกรุงปารีส ตั้งอยู่ที่จุดบรรจบกันของถนน  Avenue du Président-Wilson, Avenue Kléber, Avenue Raymond-Poincaré, Avenue d’Eylau, Avenue Georges-Mandel และ Avenue Paul-Doumer 

บริเวณ Place du Trocadéro นี้เป็นที่ตั้งของ Palais de Chaillot ซึ่งถูกสร้างขึ้นสำหรับนิทรรศการสากล (Universal Exhibition) ในปี ค.ศ.1937 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งและเป็นจุดชมวิวหอไอเฟลที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาถ่ายภาพ

Palais de Chaillot มองจากด้านหอไอเฟล  [Photo Credit: google.com]

Trocadéro Plaza คือลานกว้างที่อยู่ระหว่างอาคารของ Palais de Chaillot ทำเลที่ตั้งอยู่บนเนินสูง ซึ่งทำให้เราเหมือนยืนอยู่ในระดับเดียวกับหอไอเฟล เป็นจุดที่ทำให้เราสามารถเก็บภาพหอไอเฟลเเละวิวรอบๆได้แบบเต็มๆ

Photo Credit: www.shewanderlusts.com

เดินลงมาที่ด้านล่างของลาน Trocadéro Plaza ยังมีสวนขนาดเล็กและน้ำพุ เป็นอีกจุดหนึ่งที่่สามารถถ่ายภาพกับหอไอเฟลได้อย่างสวยงาม

พื้นที่ระหว่างสองอาคารในภาพ คือลาน Trocadéro Plaza

เดินข้ามสะพาน Pont d’Iéna แล้วก็จะถึงบริเวณพื้นที่ด้านล่าง(ฐาน)ของหอไอเฟล

ท่าเรือริมแม่น้ำแซนหน้าหอไอเฟล จุดที่เรามาลงเรือ Sightseeing Cruise

Pont de Bir Hakeim

จากหน้าหอไอเฟล เดินเลียบแม่น้ำแซนไปทางด้านซ้ายมือประมาณ 650 เมตร จะถึงสะพาน Pont de Bir Hakeim ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมมาถ่ายภาพหอไอเฟล นอกจากนี้ยังเคยเป็นโลเคชั่นการถ่ายทำของภาพยนตร์เรื่อง Inception ด้วย

เชิงสะพานด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของ สถานีรถไฟใต้ดิน Bir-Hakeim (สาย 6) ในช่วงที่โผล่ขึ้นมาวิ่งบนดิน ถ้าอยู่บนรถไฟ ตอนที่วิ่งข้ามแม่น้ำแซนจะได้เห็นวิวของหอไอเฟลผ่านหน้าต่างรถไฟด้วย

จุดถ่ายภาพตรงนี้มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย ดังนั้นการถ่ายภาพคู่กับหอไอเฟลนั้นจึงสามารถทำได้ไม่ยาก มุมนี้เป็นมุมหนึ่งที่จะได้เห็นภาพของหอไอเฟลแบบเต็มๆในระยะที่กำลังดี คล้ายๆกับที่ Trocadéro Plaza แต่ในอีกบรรยากาศหนึ่ง..

เราเดินไปขึ้นรถไฟ RER (Réseau Express Régional) สาย C ที่สถานี Champ de Mars Eiffel Tower ซึ่งอยู่ในบริเวณเชิงสะพานเช่นกันไปลงที่สถานี Invalides เพื่อไปเที่ยวต่อที่ สะพาน Pont Alexandre III และ Hôtel des Invalides

Pont Alexandre-III

สะพานปงอาแล็กซ็องดร์-ทรัว (Pont Alexandre-III) เป็นสะพานโค้งพาดผ่านแม่น้ำแซนในเมืองปารีส โดยเชื่อมต่อทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้านฝั่งหอไอเฟลกับฝั่งช็องเซลีเซเข้าด้วยกัน สะพานนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1896 – ค.ศ.1900 และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสะพานที่สวยงามและมีการประดับตกแต่งมากที่สุดของเมืองปารีส

คนอาจคิดว่าชื่อสะพานแห่งนี้เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของกษัตริย์ฝรั่งเศส แต่แท้จริงแล้วเป็นชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแด่ สมเด็จพระจักรพรรดิอะเลคซันดร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย ที่ได้ตกลงสัญญาพันธมิตรระหว่างสองประเทศในปี ค.ศ.1892

การก่อสร้างสะพานแห่งนี้นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมแห่งยุคศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเป็นการสร้างสะพานโค้งแบบไม่มีเสา โดยตัวสะพานมีความสูง 6 เมตร ทำจากเหล็กกล้า ความท้าทายของการสร้างสะพานแห่งนี้คือมีข้อแม้สำคัญว่าคือห้ามบดบังทัศนียภาพของช็องเซลีเซ และ เล แซ็งวาลีด (Les Invalides) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญคือเป็นสถานพำนักทหารผ่านศึกผู้ทุพพลภาพแห่งฝรั่งเศส สะพานปงอาแล็กซ็องดร์-ทรัวเปิดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1900 สำหรับงาน Exposition Universelle พร้อมๆ กับกร็องปาแล

สะพานนี้ได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยลักษณะโค้งและประติมากรรมที่สวยงาม สะพานนี้ได้รับการประดับประด้วยงานศิลปะชั้นเลิศ รวมถึงรูปปั้นนางฟ้าและม้าบินอันงดงาม ทำให้มีความสวยงามและโดดเด่นอย่างมาก

สถาปัตยกรรมของสะพานแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับของอาคาร กร็องปาแล (Le Grand Palais des Champs-Élysées) ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ

Hôtel des Invalides

จากสะพานปงอาแล็กซ็องดร์-ทรัว จะมองเห็น โอเตล เดส์ แซงวาลีดส์ (Hôtel des Invalides) ตั้งโดดเด่นอยู่ไกลๆ

ในยุค ค.ศ.1800 Hôtel des Invalides เป็นพระราชวังหลวงในปารีสหรือเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นที่พำนักของ จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และนายพลที่มีชื่อเสียงหลายคน Hôtel des Invalides สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1670 ตามคำสั่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อเป็นโรงพยาบาลสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ (คำว่า “แซงวาลีดส์Invalides” มีความหมายว่า ทหารที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพ) ในอดีตอาคารแห่งนี้เป็นสถานที่พักฟื้นสำหรับนักรบกว่า 4,000 นาย

สัญลักษณ์ของแซงวาลีดส์ คือ หลังคาโดมสีทองอร่าม ไม่ว่าจะมองจากด้านนอกหรือด้านในก็ให้ภาพของความยิ่งใหญ่และสง่างาม

Photo Credit: www.istock.com

ปัจจุบันภายใน Hôtel des Invalides ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์กองทัพฝรั่งเศส (Musée de l’Armée), โบสถ์เซ็นต์หลุยส์แห่ง เดส์ แซงวาลีดส์ (Cathédrale Saint-Louis-des-Invalides) และ สุสานของนโปเลียน (Tomb of Napoleon) 

สุสานนโปเลียน (Tomb of Napoleon) คือสถานที่ตั้งโลงศพของ นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความยิ่งใหญ่ของผู้นำทหาร นักการเมือง และกลายเป็นจักรพรรดิผู้ปกครองฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ยุโรป ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักการเมืองและผู้นำทางการทหารของฝรั่งเศส เข้ามามีบทบาทสำคัญใน การปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ในระหว่างปี ค.ศ.1789-1793 ต่อมาในปี ค.ศ.1799 เขาได้ทำการรัฐประหารและกลายเป็นผู้นำของฝรั่งเศส และได้สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1804

นโปเลียนมีบทบาทสำคัญในการทำ สงครามนโปเลียน (Napoleonic Wars) ซึ่งเป็นสงครามที่มีเป้าหมายเพื่อขยายอำนาจและอาณาเขตของฝรั่งเศส เขานำทัพฝรั่งเศสไปชนะหลายสงครามและขยายอาณาเขตของฝรั่งเศสไปทั่วทั้งยุโรป อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้ศึกที่ สมรภูมิวอเตอร์ลู ในปี ค.ศ.1815 และถูกเนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา ที่ซึ่งเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากสุสานนโปเลียน สามารถเดินทะลุออกมาด้านนอก ซื่งเป็นถนน Av. de Tourville ได้เลยโดยไม่ต้องย้อนกลับไปทางเดิมที่เข้ามาเพราะว่าไกลพอสมควร จากจุดนี้ เดินไปเรื่อยๆทางด้านขวามือ ก็จะถึง สวน Champ de Mars ซึ่งทอดยาวเข้าสู่หอไอเฟล..

Arc de Triomphe
Arc de Triomphe from the sky, Paris  [Photo Credit: www.istock.com]
จากถนน Av. de Tourville เราขึ้นรถเมล์สาย 92 ไปประมาณ 15 นาที แล้วลงที่ Charles de Gaulle – Etoile – Marceau (8 ป้าย) เดินอีก 250 เมตรก็ถึงจุดหมายต่อไป.. ประตูชัยฝรั่งเศส หรือนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1, 2, 6 มาขึ้นที่สถานี Charles de Gaulle – Etoile ก็ได้

Arc de Triomphe

ประตูชัย เป็นสิ่งก่อสร้างมีลักษณะเป็นซุ้มโค้งประดับด้วยประติมากรรม คำจารึก และสิ่งตกแต่งอย่างอื่น กำเนิดในยุคสาธารณรัฐโรมัน โดยสร้างเพื่อฉลองชัยชนะในการรบแต่ละคราว ยุคปัจจุบันพบได้หลายแห่ง อาทิ ประตูชัยฝรั่งเศสที่เมืองปารีส ประตูชัยเวลลิงตันและประตูชัยมาร์เบิลอาร์ชที่กรุงลอนดอน ปะตูไซที่เมืองเวียงจันทน์ ฯลฯ
Aerial view of Arch de triomphe  [Photo Credit: www.istock.com]
อาร์ก เดอ ทรียงฟ์ เดอ เลตวล (Arc de triomphe de l’Étoile) หรือ ประตูชัยฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส และเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน ตั้งอยู่ที่กลาง จัตุรัสชาร์ล เดอ โกล (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “จัตุรัสแห่งดวงดาว  (Place de l’Étoile)” อยู่ปลายสุดทางทิศตะวันตกของถนนช็องเซลีเซ (Champs-Élysées) เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ประตูชัยฝรั่งเศสมีอายุกว่า 200 ปี สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1806 หลังจากที่จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะสงครามออสเตรียจากยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ (Battle of Austerlitz) ประตูชัยฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของแนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อถนนตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ไปยังชานเมืองกรุงปารีส

Place de l’Étoile (จัตุรัสแห่งดวงดาว) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Place Charles de Gaulle เป็นหนึ่งในจัตุรัสที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่สุดปลายทางตะวันตกสุดของถนนช็องเซลีเซ่ เป็นจุดบรรจบของถนน 12 สายทำให้เกิดลวดลายคล้ายดาวเมื่อมองจากที่สูง (เอตวล (Étoile) แปลว่า “ดาว” ในภาษาฝรั่งเศส)
Aerial view of Arch de triomphe  [Photo Credit: www.istock.com]
ประตูชัยแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก สูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร ลึก 22 เมตร ประตูชัยแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากประตูชัยไททัสในกรุงโรม ประตูชัยฝรั่งเศสประดับประดาด้วยรูปสลักและลวดลายมากมาย บนส่วนโค้งของเสาประตูชัยมีรายชื่อศึกสงครามที่สำคัญในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและจักรวรรดิฝรั่งเศสสลักไว้

 Arc de Triomphe

ถนนช็องเซลีเซ (Champs-Élysées)

ถนนช็องเซลีเซ่ (Champs-Élysées) เป็นถนนสายช้อปปิ้งอันดับหนึ่งของกรุงปารีสที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก มีความยาว 1.9 กิโลเมตร และกว้าง 70 เมตร เริ่มต้นจาก จัตุรัสคองคอร์ดทางทิศตะวันออกไปสุดที่จัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกล ซึ่งมี ประตูชัยฝรั่งเศส (Arch de triomphe) ตั้งอยู่ที่ปลายถนนทางทิศตะวันตก มีร้านค้าแบรนด์ดังมากมาย รวมถึงโรงละคร คาเฟ่ และร้านค้าหรู ถนนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนที่แพงที่สุดในโลก โดยมีอัตราค่าเช่าสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับพื้นที่ 1000 ตารางฟุต

Official Store ของทีมฟุตบอล Paris Saint-Germain ก็มา^^

เคล็ดไม่ลับ: ที่ร้าน Mc Donald’s บริเวณใกล้กับประตูชัยฯ มีห้องน้ำฟรีอยู่ตรงชั้นล่าง^^

ห้างชื่อดัง Galeries Lafayette สาขา Champs-Élysées

นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่สายช็อบปิ้งอย่างเรา จึงให้ความสนใจแต่เพียงแผนกอาหาร-เครื่องดื่มเเทน^^

คุณลุงไอเดียดีมากก.. แม้ว่ายังหลับแต่ก็ไม่ต้องหยุดการทำมาหากิน 😀

Musee du Louvre

พิพิธภัณฑ์ลูฟร์  (Louvre Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกและเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในกรุงปารีส ตั้งอยู่ในเขต 1 บนฝั่งขวาของแม่น้ำแซน จัดแสดงผลงานทางศิลปะอันทรงคุณค่าหลายชิ้น เช่น ภาพวาดโมนาลิซ่าของลีโอนาร์โด ดาวินชี่ และรูปปั้นวีนัส เดอ มิโล นอกจากนี้ยังมีผลงานศิลปะชิ้นอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้พิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงปารีส ในปี ค.ศ.2023 พิพิธภัณฑ์มีผู้เข้าชมมากเป็นจำนวนถึง 8.9 ล้านคน

การเดินทาง: สามารถโดยสารรถไฟใต้ดิน (สาย 1 และสาย 7) มาขึ้นที่ สถานี Paris Royal Musee du Louvre แล้วเดินผ่านโถงยาวๆที่มีเสาโรมัน หรือรถเมล์สาย 21, 24, 27, 39, 48, 68, 69, 72, 81, 95 ซึ่งจอดที่ป้ายรถเมล์หน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟร์เลย

ทางเดินในโถงยาว มองไปด้ายข้างจะเห็นบรรยากาศภายในของพิพิธภัณฑ์ได้

Photo Credit: www.louvre.fr

ลูฟวร์เคยเป็นป้อมปราการและพระราชวังริมแม่น้ำแซน สร้างขึ้นในสมัยพนะเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 ในปี ค.ศ.1190 กษัตริย์เเต่ละพระองค์ต่างก็ต่อเติมตกแต่งวังให้ยิ่งใหญ่สวยงามอวดบารมี จนกระทั่งในช่วงปฎิวัติฝรั่งเศส พระราชวังลูฟวร์ก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เริ่มเปิดให้เข้าชมในปี ค.ศ.1793 และมีการสร้างปิรามิดแก้วหน้าอาคารเพิ่มเติมในปี ค.ศ.1988 เป็นการปรับเปลี่ยนลุคของพิพิธภัณฑ์ให้ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้น จนกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของปารีส และเป็นสัญญลักษณ์ของที่นี่ไปในที่สุด

ในปัจจุบันปิรามิดแก้วนี้ยังทำหน้าที่เป็นทางเข้าหลักสู่ชั้นใต้ดินของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย ประตูทางเข้ามีทั้งหมด 4 ทางคือ

Pyramid เป็นประตูทางเข้าหลัก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท

Carrousel สำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท

Richelieu สำหรับกรุ๊ปทัวร์และผู้มีบัตรสมาชิก

Porte des Lions สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีตั๋วแล้ว

Louvre
Photo Credit: www.louvre.fr

บริเวณชั้นใต้ปิรามิดแก้วเป็นโถงอาคารขนาดใหญ่ มี Information Center และทางเข้าไปสู่ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านใน

บริเวณชั้นลอยมีส่วนที่เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ ด้วย

จากโถงชั้นใต้ดิน มีทางเดินเชื่อมกับ Carrousel du Louvre ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใต้ดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เปิดให้บริการในปี 1993 ได้รับการออกแบบโดย I.M. Pei สถาปนิกผู้โด่งดังคนเดียวกับที่ออกแบบพีระมิดลูฟวร์ ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีช่องรับแสงชื่อดังที่เรียกว่า La Pyramide Inversée (พีระมิดกลับหัวของลูฟ) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหนังสือขายดีของ Dan Brown เรื่อง *The Da Vinci Code*

ห้างสรรพสินค้ามีร้านค้า ร้านอาหารมากกว่า 35 แห่ง และแม้แต่ Apple Store แห่งแรกในฝรั่งเศส มีทางเดินไปยังสถานีรถไฟใต้ดินได้ด้วย

เมนูผัดกระเพราของไทย มาอาละวาดถึงต่างแดน..^^

Montmartre

มงมาร์ต (Montmartre) คือเนินเขาสูง 430 ฟุตและย่านท่องเที่ยวแสนคึกคักที่มี มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (Basilique du Sacré-Cœur) คาเฟ่ และผลงานสตรีทอาร์ตจากศิลปินมากมาย ตั้งอยู่ในเขตที่ 18 ของกรุงปารีส

นอกจากมงมาร์ตจะเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่างวิหาร Sacré-Cœur แล้ว บนเส้นทางการเดินในย่านมงมาร์ต หลายตรอกซอกถนนนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวของเหล่าศิลปิน พื้นที่สีเขียวสำหรับการนั่งพักผ่อนหย่อนใจที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของปารีส

การเดินทาง: รถไฟใต้ดินสาย 2 ขึ้นที่สถานี Anvers แล้วเดินประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นร้านรวง มีนักท่องเที่ยวเดินกันคึกคัก (แต่ก็เป็นแหล่งหากินของเหล่ามิจฉาชีพโจรล้วงกระเป๋าด้วย – โปรดใช้ความระมัดระวัง**)

การขึ้นไปยังวิหาร Sacré-Cœur สามารถทำได้ 2 ทาง คือเดินขึ้นบันได 222 ขั้น (อันเดียวกับในหนังเรื่อง John Wick – Chapter 4)^^ หรือใช้บริการรถรางไฟฟ้า (บัตร Paris Pass ที่ใช้ขึ้นรถไฟใต้ดิน-รถเมล์ สามารถใช้กับรถรางที่นี่ได้)

คนแข็งแรงอย่างเรา… มีหรือที่จะเดินขึ้นบันได 😛

เนื่องจากเป็นพื้นที่บนเนินสูง จึงทำให้สามารถมองเห็นวิวของปารีสเเบบพาโนรามาจากบนนี้ (เป็นของแถม) ได้ด้วย

มหาวิหารซาเคร-เกอร์ (The Basilica of the Sacred Heart of Paris) เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบโรมันไบแซนไทน์ (Romano-Byzantine) ที่มีโดมทรงรี 3 ยอด มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อ Paul Abadie ก่อสร้างในระหว่างปี ค.ศ.1875 ถึง 1919 มหาวิหารนี้มีความยาว 183 เมตร ความกว้าง 82 เมตร และความสูง 83 เมตร มีโดมทรงรี 3 ยอดและหอระฆังขนาดใหญ่ 2 หอ มหาวิหารซาเคร-เกอร์เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาและท่องเที่ยวในเมืองปารีส มีบรรยากาศสงบ ภายในวิหารมีงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และประติมากรรมที่สวยงาม รวมถึงภาพวาดของพระแม่มารีและนักบุญต่างๆ ที่มีความสำคัญทางศาสนา

บรรยากาศภายในโบสถ์ สวยงาม ยิ่งใหญ่ แต่ให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ..

ความจริงมีถนนขึ้นมาถึงบนนี้ได้ ตอนเดินไปขึ้นรถรางขาลงสังเกตุเห็นมีรถเเท็กซี่จอดรอรับผู้โดยสารอยู่..

บันไดที่อยู่ด้านซ้ายของรถราง คือบันไดที่ John Wick วิ่งขึ้น+ต่อสู้หนึ่งต่อยี่สิบกับศัตรูในฉากจบของภาพยนตร์ John Wick – Chapter 4

หลังจากนั้นก็เดินชมร้านค้าตามสองข้างทางที่ตกแต่งได้อย่างน่ารัก มีสไตล์ และมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางกลับที่พัก..

Église Saint-Jean de Montmartre โบสถ์คาทอลิกเก่าเเก่ตั้งแต่ยุคปี 1904 ที่สร้างด้วยอิฐแดง มีกระจกสีสไตล์อาร์ตนูโว ภาพโมเสก และประติมากรรมสวยงาม

ทางลงอันเก๋ไก๋ของสถานีรถไฟใต้ดิน Abbesses

Le mur des je t’aime (Wall of Love) ป้ายที่เขียนข้อความ “I Love You” ในภาษาต่างๆ ตั้งอยู่ในสวนเล็กๆบริเวณนั้น

โรงละครมูแลงรูจ (Moulin Rouge) เป็นโรงละครคาบาเร่ต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงปารีส สร้างขึ้นในปีค.ศ.1889 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นสถานที่แสดงดนตรีและเต้นระบำแคนแคนที่สวยงาม โรงละครแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวโลก เนื่องจากมีฉากและเครื่องแต่งกายที่สวยงาม รวมทั้งการแสดงระดับสากลที่มีศิลปิน 80 คน ซึ่งรวมถึงนักเต้น 60 คน มูแลงรูจได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากจากภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Moulin Rouge ในปี 2001

Photo Credit: www.moulin-rouge.cabaret-paris.com/

มหานครปารีสเป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ อีกทั้งมีประวัติศาสตร์และความเป็นมายาวนานนับหลายร้อยปี จึงมีสถานที่อันเป็นเแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมาก การทำความรู้จักให้ทั่วถึงจึงต้องใช้เวลานาน นักท่องเที่ยว(สายแลนด์มาร์ค) อย่างเราที่มีเวลาเพียงไม่กี่วันจึงทำได้เพียงการตระเวณชมแบบง่ายๆ (ส่วนใหญ่จากภายนอก) พอให้ได้รู้จักว่ามีอะไร อยู่ที่ไหนมีหน้าตาอย่างไร แต่เมื่อเราได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์และผู้คนที่เกี่ยวข้องอันเป็นที่มาของสถานที่เหล่านั้นแล้ว เราจะพบว่า ความน่าสนใจ-ความประทับใจ กลับไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของอาคารสถานที่ แต่อยู่ที่ตำนาน-เรื่องราวที่มีคุณค่าของสถานที่แห่งนั้นมากกว่า.. \OO/

แชร์เรื่องนี้:

Leave a reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.